วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

จากริมน้ำเจ้าพระยา สู่ "สาละวินโพสต์"

เป็นงานเขียนเพื่อส่งต่อกำลังใจให้กับ "สาละวินโพสต์" นิตยสารราย 2 เดือนที่มีจุดมุ่งหมายในการ"สร้างความเข้าใจสู่ประเทศเพื่อนบ้าน" ในโอกาสครบรอบ 8 ปี

อ่านสาละวินโพสต์แล้วได้อะไ
รบ้าง

ปกติแล้วผมชอบอ่านนิตยสารอย
่างมาก เพราะนิตยสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่สามารถตีกรอบความรู้จนเป็นหนังสือเฉพาะทางที่ให้ข้อมูลต่อเนื่อง ตอนเด็กๆผมชอบอ่าน(และดูรูป)จาก “บ้านและสวน” เพราะมันทำให้ผมมีความรู้สึกรักและอยากเอาใจใส่กับบ้านของตัวเองมากยิ่งขึ้น ในสมัยมัธยมในขณะที่เพื่อนคนอื่นชอบอ่านนิตยสารเกมออนไลน์ แต่ผมและเพื่อนอีกกลุ่มกลับสนใจ “คู่สร้างคู่สม” ซึ่งเป็นนิตยสารที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่แปลกใหม่ในราคาประหยัด ทั้งเพื่อนอีกหลายๆคนยังชอบอ่านดวงในหนังสือเล่มนั้น ทำให้คู่สร้างคู่สมเป็นนิตยสารประจำห้องที่จะต้องซื้อติดห้องเอาไว้เสมอ

ปัจจุบันที่ผมเรียนในระดับม
หาวิทยาลัย การศึกษาในสาขาวิชา “อุษาคเนย์ศึกษา” ของผมทำให้ผมต้องตื่นตัวใน “ภูมิภาค” และเรื่องต่างๆในรอบบ้านเรามากยิ่งขึ้น แต่ถึงกระนั้นแม้สาขาของผมจะตีกรอบให้แคบเหลือเพียงภูมิภาคเล็กๆที่กำลังตั้งไข่อย่าง “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เท่านั้น แต่ความกว้างที่มีถึง 10 ประเทศยังทำให้ผมต้องหาจุดสนใจที่ลึกลงไป

จนกระทั่งผมเห็น “สาละวินโพสต์” ครั้งแรกบนแผงหนังสือหน้าคณ
ะ นิตยสารราย 2 เดือนเล่มนี้ได้สร้าง “ความเข้าใจสู่ประเทศเพื่อนบ้าน” ให้กับผมจากที่ไม่เคยสนใจในประเทศพม่าเหมือนคนอื่นๆ สู่การศึกษาและให้ความสนใจในประเทศนี้อย่างจริงจังผ่านบทความเชิงสารคดีที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่แพง ทำให้ผมซึ่งเป็นผู้อ่านรู้สึกสนุกไปกับสาระเกี่ยวกับประเทศพม่าที่ได้รับและอยากรู้เพิ่มเติมในประเทศที่มีมากกว่าการเมืองที่น่าจับตาประเทศนี้
วันนี้ ผมได้ต่อยอดความสนใจที่เกิด
จาก “สาละวินโพสต์” ด้วยการเลือกศึกษาเกี่ยวกับประเทศพม่าอย่างจริงจัง ผมเลือกเรียนภาษาพม่าที่เปิดสอนในปีนี้ และมีความคิดที่จะเรียนวิชา “พม่าศึกษา” ที่กำลังจะเปิดสอนในอนาคต

ความแตกต่างของสาละวินโพสต์
กับสื่ออื่น

นิตยสารราย 2 เดือน “สาละวินโพสต์” ได้ให้ความแตกต่างที่สำคัญส
ู่การสร้างความเข้าใจสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง เพราะสาละวินโพสต์เป็นนิตยสารเชิงสารคดีที่เกี่ยวกับประเทศพม่าเพียงไม่กี่ฉบับ และมากกว่านั้นตรงที่สาละวินโพสต์เป็นฉบับภาษาไทย ทำให้สาละวินโพสต์มีจุดต่างกับนิตยสารเกี่ยวกับพม่ารายอื่นๆที่จะสร้างความเข้าใจในประเทศเพื่อนบ้านได้มากกว่า และที่สำคัญกว่านั้นในราคาที่ถูกกว่านิตยสารเกี่ยวกับพม่าเล่มอื่นๆเป็นอย่างมาก(โดยเฉพาะนิตยสารฉบับภาษาอังกฤษ ที่มักตั้งราคาสำหรับขายชาวต่างชาติเสมอ)

นอกจากนั้น “สาละวินโพสต์” ยังมีความหลากหลายในประเทศพ
ม่าอยู่ในเนื้อหาของเล่ม นอกจากการเมืองที่ต้องให้ความสนใจอยู่แล้ว นิตยสารเล่มนี้ยังมีบทความทางวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ และบ้านเมืองของประเทศพม่าที่น่าสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่นิตยสารเล่มอื่นๆจะไม่ได้สนใจในความหลากหลายเหล่านี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นการให้ความรู้ที่หลากหลายดังเช่นนิตยสารเล่มนี้มีความสำคัญ ดังที่อ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศพม่าเคยกล่าวไว้ว่า

“เราต้องมองประเทศพม่า จากคนพม่า ไม่ใช่รัฐบาลทหารพม่า”

สาละวินโพสต์จึงเป็นนิตยสาร
ที่ “สร้างความเข้าใจสู่ประเทศพม่า” ที่เข้าถึง “เพื่อนบ้าน” อย่างประเทศไทยอย่างแท้จริง

อยากให้สาละวินโพสต์เติบโตไ
ปในทิศทางใดบ้าง

“สาละวินโพสต์” เป็นนิตยสารที่มีเนื้อหาเป็
นจุดขายอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นนิตยสารที่ผู้อ่านสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายเพราะมีราคาที่ไม่แพง สาละวินโพสต์จึงสามารถครองใจผู้อ่านได้หลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ที่สนใจพม่าอย่างแท้จริง ผู้ที่อยากไปเที่ยวประเทศพม่า ไปจนกระทั่งนักอ่านที่มีกำลังทรัพย์ไม่มากพอที่จะไปซื้อนิตยสารเชิงสารคดีเล่มใหญ่ๆมาอ่าน

แต่สิ่งที่อาจจะทำให้ “สาละวินโพสต์” สามารถเข้าถึงผู้อ่านได้มาก
ขึ้นอาจจะเป็นเรื่องของการขาย ที่น่าจะเพิ่มช่องทางการขายให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านสามารถรับรู้ความมีอยู่ของนิตยสารที่เจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศพม่าผ่านบทความเชิงสารคดีเล่มนี้ ผมเชื่อว่าถ้ามีคนอีกหลายๆกลุ่มได้มีโอกาสได้พบเห็นและหยิบอ่าน ก็อาจทำให้ “สาละวินโพสต์” ได้ทำหน้าที่ “สร้างความเข้าใจในประเทศพม่า” ได้มากขึ้นอีกหลายคนและหลายบ้าน

ในขณะเดียวกัน อาจจะมีผู้ที่สนใจในประเทศพ
ม่าแต่อาจไม่ชอบการ “อ่าน” เท่าใดนัก สาละวินโพสต์จึงควรใช้โอกาสนี้เป็นตัวกลางในการสร้าง “สร้างความเข้าใจ” ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ตั้งแต่การรายงานผ่านข้อความสั้นไม่เกิน 140 ตัวอักษรใน Twitter หรือทาง Facebook จนกระทั่งการจัดทำเป็นคลิปวีดีโอการรายงานสถานการณ์และเรื่องราวต่างๆในประเทศพม่าแล้วเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์และเครือข่ายสังคมออนไลน์ การเพิ่มความเข้าใจในช่องทางเหล่านี้อาจทำให้สาละวินโพสต์ได้จำนวนผู้อ่านและผู้ที่สนใจมากยิ่งขึ้น และทำให้สาละวินโพสต์เป็น “แนวหน้า” ของการเปิดพรมแดนความรู้ในประเทศพม่าที่สำคัญต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เมื่อ "เหลื่อมล้ำ" จะเป็น "ชนชั้น"


เซ็นทรัลเวิล์ดวันนี้ ภาพ : Twitter @sresuda
การเข้าเผาร้านค้า ธนาคาร และห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงเทพฯอย่างเซ็นทรัลเวิล์ดและอีกหลายๆแห่ง นอกจากจะทำให้ผมตกใจแล้ว ยังทำให้ผมกลัวถึงเหตุการณ์ที่จะตามมาในอนาคตด้วย

หลายคนบอกว่ามันจบแล้ว เสื้อแดงหมดรูป หมดความชอบธรรม ผมคิดว่าแนวความคิดเช่นนี้อาจจะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงลงไปต่อสู้ใต้ดินและจะทำให้เหตุการณ์ร้ายแรงและน่ากลัวมากยิ่งขึ้น

ย้อนกลับมาที่เหตุการณ์เผาทั่วกรุงเมื่อวานนี้ (19 พฤษภาคม) ที่หลายคนบอกว่า "เป็นความโกรธแค้นหลังแกนนำประกาศยุตการชุมนุม" บ้าง "เป็นคำสั่งนายใหญ่" บ้าง

แล้วถ้ามันไม่ใช่หล่ะ!!!

ถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ได้เกิดจากการโกรธแค้นในเรื่องการยุติการชุมนุมเพียงอย่างเดียวหล่ะ หรือถ้าการเผาครั้งนี้ไม่ได้มาจากคำสั่งนายใหญ่จริงๆขึ้นมา เราจะอธิบายเหตุการณ์วันนี้เพื่อ "มองอนาคต" อย่างไร?

เป็นไปได้มั้ยว่า การเผาทั่วกรุงโดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ธนาคารนั้นเป็นการเผาเพื่อ "สัญลักษณ์" เพราะห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ติดอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือการเผาธนาคารต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทยนั้น ใครหรือคนกลุ่มใดได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่ชนชั้นกลางขึ้นไปถึงชนชั้นนำ

นี่อาจเป็นการเผาเพื่อสัญลักษณ์หลังจากที่ "เรา (ชนชั้นกลางขึ้นไป)" ได้ไปทำเขาก่อนผ่านเรื่อง "สองมาตรฐาน" และอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นการย่ำยีสิ่งเดียวที่เขามี นั่นก็คือ "ศักดิ์ศรี" นั่นเอง

หากเป็นเช่นนี้จริง เราอาจจะได้เห็นการแอบดีใจเล็กของชนชั้นล่างในชนบทเรื่อยมาจนกระทั่งการกระทำเพื่อเผา "สัญลักษณ์" อื่นๆที่เหลือรอดจากปฏิบัติการเมื่อวาน ในขณะที่ชนชั้นกลางขึ้นไปก็จะเริ่มเรียกร้องและตั้งคำถาม "พวกเราไปทำอะไรให้คุณ?" ทั้งๆที่เรา(ชนชั้นกลางขึ้นไป) ก็เผา "ศักดิ์ศรี" เขามานานแล้วโดยที่เรารู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยกล่าวถึงการชุมนุมเสื้อแดงว่าอาจจะแฝง "สงครามชนชั้น" แต่อาจารย์ก็ไม่ได้พูดชัดว่าเป็นสงครามระหว่าง "ชนชั้นกลางขึ้นไป" กับ "ชนชั้นล่าง" อย่างชัดเจน ในขณะที่อ.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการทีดีอาร์ไอก็บอกว่า "นี่เป็นเพียงความขัดแย้งจากความเหลื่อมล้ำ" เท่านั้น วันนี้อาจารย์ทั้งสองและนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ อาจจะต้องกลับไปคิดใหม่

เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้น "สงครามชนชั้น" ที่บานปลายมาจาก "ความเหลื่อมล้ำ"
และ "ความรุนแรง" จะยิ่งเพิ่มพูนเท่าทวีไปยิ่งกว่านี้ เตรียมรับมือไว้ให้ดี พวก "เรา" ทั้งหลาย

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

เลิกเป็นแกนนำไปเถอะครับ คุณสอบตก!!


ภาพ : มติชนออนไลน์
"เดี๋ยวคุณไปกับพายัพ พายัพไปกับคุณเลย"

หลังสิ้นเสียงของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ในขณะแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนพร้อมกระจายเสียงไปทั่วพื้นที่ชุมนุมข้างต้นนั้น การบุกค้นโรงพยาบาลจุฬาฯ ก็เกิดขึ้นในทันที

การบุกค้นนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่นักข่าวสาวคนหนึ่งตั้งข้อสงสัยถึงข้อมูลที่ทาง นปช.อ้างว่ามีทหารในโรงพยาบาลจริงหรือไม่ เพราะถ้ามีการไปตรวจค้นจะเป็นการรบกวนคนไข้ และเจ้าหน้าที่ หมอ พยาบาลของโรงพยาบาลเป็นอย่างมาก

และการตรวจค้นนั้นก็ได้เกิดขึ้น และกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมในวันถัดมาด้วยเสียงดังๆ ว่า "ไม่เหมาะสม" เอาเสียเลย

เพราะโรงพยาบาลที่เกิดเหตุเป็นมากกว่าสถานที่ราชการ แต่ที่นี่คือ "ความหวัง" ของผู้ป่วยและครอบครัวว่าจะกลับไปพร้อมกับ "ชีวิตใหม่" ที่สดใสทั้งร่างกายและจิตใจ ผมยังไม่อยากรวมกติกาสากลที่ทุกคนจะอ้างถึง เพราะเหตุผลดังกล่าวไม่ว่าใครจะรู้หรือไม่รู้ แต่มันก็ต้องพึงอยู่ในจิตใจของ "มนุษย์" เป็นสำคัญ

กลายเป็นว่า จากคำถามสั้นๆของนักข่าวสาวคนหนึ่ง ได้สร้างเป็นเรื่องใหญ่โตที่สมควรถูก "ประณาม" แล้วเราจะ "ประณาม" ใคร?

เราจะประณามนักข่าวสาวคนนั้นหรือที่ต้องการถามด้วยความเป็นห่วงถึง "โรงพยาบาล" และ "คนในโรงพยาบาล"

หรือเราจะประณามคนบางคนที่เป็นถึง "แกนนำ" แต่เอาอารมณ์เข้าว่า พูดจาท้าทายบ้าไมค์โดยลืมคิดหน้าคิดหลัง จนเรื่องทั้งหมดบานปลายใหญ่โตจนแก้สถานการณ์ไม่ทัน

แล้วผมจะผิดมั้ยครับ ที่ผมรู้สึกสงสารและเสียใจต่อ "นักข่าวสาวคนนั้น" ผ่านบทความชิ้นหนึ่งที่ผมได้อ่าน จนเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา

หรือผมควรด่าทอการตั้งคำถามและการทำงานของสื่อมวลชน และทำความเข้าใจถึง "ความเป็นแกนนำ" ที่มีความเครียดสูงพร้อมๆกับมีแรงกดดันจากมวลชน จนกระทั่งเป็นสาเหตุทำให้ไม่สามารถควบคุม "อารมณ์" ของมวลชนและแกนนำบางคนที่ก่อเหตุ "อุกอาจ" ดังกล่าวได้

แล้วหลังจากนั้นก็ตบหน้าสังคมด้วยสีข้างว่า "ไม่ใช่มติของแกนนำ"

ขอโทษนะครับ ถ้าเป็นเช่นนี้ละก็

"เลิกเป็นแกนนำไปเถอะครับ คุณสอบตก!!"

ปล. 1. งานเขียนชิ้นนี้ยอมรับว่ามีส่วนประกอบไปด้วย "อารมณ์" ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่ได้อ่านบทความเรื่อง ชะตากรรม "นักข่าว" ใน "ดงแดง" โดยเชลยเนชั่น
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1272597790&grpid=&catid=02

2. คำพูดข้างต้นของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผมอ้างอิงจาก "เทปบันทึกภาพ" ขณะรายงานข่าวของทีวีไทย ที่ผมไปเจอมาจากบล็อก "แคนไท - สายใยคนทั้งเมือง"
http://www.oknation.net/blog/canthai/2010/04/30/entry-11 ในนั้นยังมีภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจุฬาฯและคนป่วย ที่ผมดูแล้วยิ่งเพิ่มอารมณ์ในงานเขียนชิ้นนี้เข้าไปอีก

3. ถ้าใครจะมาว่าผมว่าถูก "สื่อกระแสหลัก" ปลุกปั่นจนเป็นงานเขียนชิ้นนี้ ก็เชิญเถอะครับ แต่คุณ "ผู้ด่า" ก็ควรเปิดใจให้กว้าง และทำการ "แบ่งถูกแบ่งผิด" โดยไม่แบ่งสีใดๆทั้งสิ้น ก็ผมบอกไปแล้วไงครับว่า "สังคมไทยต้องไม่ใจแคบ"

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

ประชาชนของ (พวก) คุณ คือใคร?

หลังจากเหตุการณ์ "ขอคืนพื้นที่" ในวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมาอาจส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยตึงเครียดอย่างมากเป็นเท่าทวีคูณ

แต่กลับตัวผมนั้นตรงกันข้าม เพราะหลังจากวันที่ 10 เมษายนนั้น ผมก็ได้ "ปลง" และ "ระวาง" กับเรื่องการเมืองไทยที่ตึงเครียดสู่บทสรุปทางการเมืองของตัวเองในทันที

ว่าสุดท้าย มันก็คือเรื่อง "การเมือง" จริงๆ ที่พาลลาก "บ้านเมือง" มาเป็นตัวประกันและผู้เสียหายอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทั้ง "ศอฉ." ของรัฐบาลมาร์ค และ "แกนนำ นปช." คู่ขัดแย้ง จึงกลายเป็น "จำเลย" และ "ผู้รับผิดชอบ" ทั้งสองฝ่ายสองขั้ว

ผมจึงเห็นว่าการที่ ศอฉ. ประกาศว่าผู้ชุมนุมเป็น "ผู้ก่อการร้าย" และการบอกให้รัฐบาลต้อง "รับผิดชอบ" ของแกนนำ นปช. เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เพราะทั้งคู่ไม่เคยคิดที่จะสำนึกเลยว่า "ตน" มีส่วนร่วมให้เกิดความรุนแรง มิหนำซ้ำยังโบ้ยไปโบ้ยมาให้อีกฝ่ายรับผิดชอบโดยที่ตนไม่รู้ร้อนรู้หนาว

และความคิดของผมเริ่มไม่ว้าเหว่ เมื่อได้อ่านบทความ 2 เรื่อง ที่ผู้เขียนน่าจะมีความคิดไม่ต่างจากผมเท่าใดนัก

เรื่องแรกเขียนโดย "วันชัย ตัน" เรื่อง "การเมืองเป็นมายา ชีวิตเป็นของจริง" และอีกเรื่องที่เพิ่งได้อ่านเมื่อเช้าของ "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" เรื่อง "กรัมชี่กับการต่อสู้ของนปช.และ 20(+5)ศพถือเป็นราคาที่แพงเกินไปแล้ว" ทั้งสองเรื่องเขียนไปในทิศทางเดียวกัน โดย "วันชัย ตัน" มองว่าหลังจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนมันก็เป็นเรื่องชัดเจนที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ "เคียงบ่าเคียงไหล่" หรือ "กระทำเพื่อประชาชน" อย่างแท้จริง ที่ร้ายกว่านั้นคือ เป็นที่ชัดเจนว่ามี "ผู้บงการ" เบื้องหลังทั้งสองฝ่าย

"วันชัย ตัน" จึงกล่าวสรุปท้ายอันเป็นที่มาของชื่อเรื่องว่า "การเมืองเป็นมายา ชีวิตเป็นของจริง"

ในขณะที่ "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ก็ได้เขียนบทความที่ว่าด้วยการตายของ "20+5 ศพ" ว่าเป็นการตายที่แพงเกินไปแล้ว และการตายของประชาชนยังคงจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งเรื่องนี้แกนนำเสื้อแดงน่าจะรู้ สมศักดิ์จึงตั้งคำถามดังๆ กับแกนนำคนเสื้อแดงว่า "แล้วจะชุมนุมเพื่อเสี่ยงชีวิตกันไปอีกทำไม"

ทั้งสองบทความจากสองผู้เขียน (บวกกับผม) อย่างน้อยสามคนก็น่าจะมีเหตุผลเพียงพอที่จะถามคำถามถึงทั้งสองกลุ่ม (หรือมากกว่านั้น) ได้นะครับ ว่าตกลงแล้ว ประชาชนของ (พวก) คุณ คือใคร? กันแน่!!!

ปล. อ่าน "วันชัย ตัน" ที่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271563682&grpid=01&catid=

อ่าน "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ที่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271769734&grpid=&catid=02

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

เราก็สร้าง "สื่อ" ได้




ไม่รู้ว่าผมตกหลุมรักในอาชีพสื่อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ คือ ความฝันในการสร้าง "สื่อ" ของผมมันไม่ยากเหมือน "นักฝัน" และ "เจ้าพ่อสื่อ" เหมือนรุ่นก่อนๆอีกต่อไปแล้ว

ใช่ครับ ผมเคยอ่านเรื่องราวของเจ้าพ่อสื่อหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็น สุทธิชัย หยุ่นที่จะต้องแลกชีวิตการเรียนที่จุฬาฯ กับการมาทำงานสื่อ แน่นอนเขาเลือกสื่อ หรือแม้กระทั่ง สนธิ ลิ้มทองกุลที่สร้างนิตยสารผู้จัดการให้โด่งดังจนเป็นแกนนำพันธมิตรได้อย่างทุกวันนี้

แต่วันนี้ ไม่เหมือนวันนั้นแล้วครับ การจะทำสื่อขึ้นมาสักฉบับ หรือรายการสักช่องมันไม่จำเป็นที่จะต้องเอาทั้งแรงกาย แรงใจ หรือเอาชีวิตแลกกับชีวิตเหมือนเมื่อก่อนอีก เพราะในวันนี้เพียงมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คสักเครื่อง กับอินเตอร์เน็ตเร็วๆ ก็สามารถสร้างนิตยสารหนึ่งเล่มขึ้นมาได้โดยไม่ยาก

"อ่านกันเอง" เป็นคำตอบของผู้ที่สงสัยในย่อหน้าข้างบนครับ นิตยสารออนไลน์เล่มนี้สามารถสร้างตัวมันเองได้เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ก็สามารถเรียงร้อยบทความต่างๆของเพื่อนฝูง มาจัดหน้า เรียงรูป และตีพิมพ์ในรูปแบบออนไลน์ที่สวยงามและเสมือนกับหยิบอ่านจริง

และ "อ่านกันเอง" ก็ได้สร้าง "ชุมชนเล็กๆ" ของเหล่านักเขียน และนักอ่านที่เป็นเพื่อนฝูงกันในการ "อ่าน" ความคิด ชีวิต จิตใจ ของผู้เขียน อย่างเป็นกันเอง แบบไม่น่าเชื่อ

ผลพลอยได้เล็กๆ นี้จึงทำให้นิตยสารเล่มนี้ ทรงคุณค่ามากกว่านิตยสารเล่มอื่นบนแผงหนังสือ เพราะนอกจากนิตยสารเล่มนี้สามารถส่งผ่าน ถ่ายทอดเรื่องราวจาก "นักเขียน" สู่ "นักอ่าน" นิตยสารเล่มเดียวกันยังสามารถถ่ายทอดมุมมองความคิด ชีวิต จิตใจจาก "เพื่อน" สู่ "เพื่อน" อย่างเป็นกันเองได้อีกด้วย

จากบทพิสูจน์เล็กๆว่าเรา คนหนึ่งคนสามารถสร้างสื่อได้ สู่ผลพลอยได้อันยิ่งใหญ่ ที่มากกว่านิตยสารทั่วไปจะให้ได้

ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเปิดรับการ "อ่าน" แบบ "เป็นกันเอง" ของพวกเราหรือไม่ ก็เท่านั้น!!

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553

ไว้อาลัยแด่ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา การตายของน้ำดับไฟ

ภาพ : มติชนออนไลน์
บทเพลง "บันนังสตา" โดยชุมพล เอกสมญา ถูกนำมาเปิดอีกครั้งในมติชนออนไลน์ หลังจากรายงานข่าวการจากไปของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา หลังจากทำหน้าที่ "น้ำดับไฟ" หาข่าวการก่อความไม่สงบและร่วมพูดคุยกับชาวบ้าน

โดยก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.สมเพียรเคยหวิดจากการเสียชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา

แต่สิ่งสะเทือนใจยิ่งกว่านั้น คือ เขาเคยเข้าร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีถึงกรณีการโยกย้ายตำรวจโดยเฉพาะตำรวจในภาคใต้ที่ไม่เป็นธรรม มีการเล่นพรรคเล่นพวกและข้ามรุ่น ข้ามอาวุโสเป็นจำนวนมาก

แต่หลังจากนั้นเรื่องก็นิ่งเฉย "น้ำดับไฟ" กระป๋องนี้ก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปด้วยใจมุ่งมั่น

จนกระทั่งประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ไม่ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้จะเกิดจากสาเหตุใด และใครจะเป็นสาเหตุในการที่พ.ต.อ.สมเพียร ไม่ได้โยกย้ายตามโผที่ควรจะเป็น

แต่เราก็เสียเขาไปแล้ว
เขา...คนที่มีอาชีพตำรวจคนหนึ่ง มีครอบครัว มีลูก เหมือนคนทั่วๆไป
เขา...คนที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น และเต็มที่ แม้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม
และเขา...คนที่เสียสละแรงกาย แรงใจและชีวิต กล่อมพวกเราทุกคนให้ "นอนหลับฝันดี"

ขอไว้อาลัยให้กับการเสียชีวิตของพ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา และระบบราชการอิงพวกพ้องของประเทศเราครับ

ปล. กรุณาแสดงความอาลัยอย่างจริงใจ งดใช้การเมือง
เพราะการเมือง...เล่นงานเขาและครอบครัวมาเกินพอแล้ว

ฟังเพลง "บันนังสตา" โดยลูกชายของพ.ต.อ.สมเพียร ที่ http://www.matichon.co.th/mtc-news-clip.php?news_id=1268388272